Home > Hippo's Journal > Hippo in US – ฮิปโปไดอารี่

Hippo in US – ฮิปโปไดอารี่

สวัสดีครับ

วันพฤหัส ที่ 9 กันยายน 2004
ปอห่างหายไปนานเลยนะคับ การบ้านที่นี่เยอะมาก เรียกว่าวัยรุ่นวุ่นทุกวิชาที่เข้าเรียน
เลยไม่ค่อยมีเวลามาเขียนจดหมายส่งข้อความถึงกัน พึ่งจะมีเวลาพักผ่อนหย่อนใจก้อช่วงนี้แหละ
อากาศเย็นเริ่มพัดผ่านเข้ามาแล้วล่ะคับ
เวลาปกติเปิดแค่หน้าต่างก้อเหมือนเปิดแอร์ เป็นแอร์ธรรมชาติสดชื่นไปอีกแบบ
ยังพอมีเวลาว่างอยู่ก่อนจะไปทำการบ้าน
ขอเขียนย้อนเวลาไปวันแรกที่มาที่นี่นะคับ

วันจันทร์ ที่ 15 สิงหาคม 2004
อูยยย หลังจากนั่งเครื่องบินจนก้นเปื่อยก้นแฉะ เบื่อแล้วก้อเบื่ออีก เกือบสามสิบชั่วโมง
ในที่สุดก้อมาถึงสนามบินของอินเดียน่าโปลิสเมืองที่ตั้งของมหาลัยที่ผมจะมาเรียน
 ตามกำหนดการแล้วต้องไปหาคนที่มารับไปมหาลัยก่อน
คนที่มารอรับคงรอแย่ เพราะว่ามาสายไปชั่วโมงนึง
ก้อเดินหา หน้าตาก้อไม่รู้จัก เสียงเสิงอะไรก้อไม่เคยได้ยิน รู้แต่ชื่อ แล้วจะตามหายังไงล่ะ
เดินหาอยู่ไม่นาน ไม่รู้อะไรบันดาล คิดว่าเป็นคนนี้ก้อเดินเข้าไปหาเลย
ปรากดว่าใช่จริงๆ
สงสัยจะเป็นสัมผัสที่หก หุหุ

เจอกันแล้ว ก้อคุยกันนิดหน่อย (ที่จริงไม่เรียกว่าคุยหรอก ฟังเค้าพูดซะมากกว่า ก้อคนมันพูดไม่เก่งหนิ)
เค้าบอกว่าพึ่งมาไม่ได้รอนานหรอก เค้าโทรมาเช็คกะสนามบินก่อนว่าเครื่องมาลงเมื่อไหร่
เค้าชื่อมาริลิน เป็นคนประสานงานของเด็กนักเรียนต่างชาติ
ที่สำคัญไม่ได้อ้วนอย่างที่คิด (ทำไมคนประสานงานต้องคิดว่าอ้วนด้วยล่ะปอ)
เสร็จแล้วก้อพากันไปรอรับกระเป๋า
เกิดเรื่องขึ้นจนได้ครับ
กระเป๋าหาย!!!
ทั้งๆตอนส่งกระเป๋าขึ้นเครื่องที่ลอสแอนเจลิสยังเข็นอยู่กะมือ เฮ้อ
แต่โชคดีอยู่บ้างที่หายเป็นเฉพาะของพี่ชายไม่ได้หายทั้งผมและพี่ชาย
ต้องไปคุยกะเจ้าหน้าที่สนามบิน มีคุณมาริลินคอยช่วยเหลืออยู่
เหอๆๆ เค้าบอกว่าเป็นเรื่องปกติมากที่กระเป๋าจะหาย คนที่มาเรียนที่นี่ประมาณหกคนหายคนนึง!!!
แย่เรยเนี้ยแล้วจะทำไงเนี้ย ทำไมเป็นเงี้ย
ได้แต่ให้เบอร์ติดต่อไว้หวังว่าเค้าจะตามหากระเป๋าเจอ..

เวลาตอนนั้นเป็นเวลาประมาณเจ็ดโมงเช้า
คุณมาริลินก้อขับรถพาไปส่งที่มหาลัย
ระหว่างทางนั้นเค้าก้อพาเที่ยวชมตัวเมืองอินเดียน่าโปลิสก่อน
เมืองนี้เป็นเป็นเมืองใหญ่ที่สุดในรัฐอินเดียน่าแล้ว แต่ก้อยังเป็นเมืองที่เงียบมากๆอยู่ดี
รถราวิ่งกันเบาบางมาก คนที่เดินตามถนนยังหาไม่ได้
ตอนหยุดไฟแดงสร้างความรู้สึกอยากฝ่าไฟแดงเหลือเกิน ก้อมันไม่มีรถเลยหนิ 
จากนั้นก้อแวะไปกินอาหารที่ภัตตาคารร้านอาหารกัน
ไม่รู้จะสั่งอะไร  ชื่ออาหารมันแปลกไปหมด เลยให้มาริลินช่วยสั่งให้
นี่เป็นมื้ออาหารเช้าของคนอเมริกันจริงๆ  มื้อเช้ามื้อแรกก้อเอาซะแล้ว
มันฝรั่ง ไข่เจียวกะเบค่อน อืมอาหารทำมะดามาก
พี่ชายสั่ง แซนวิชไก่ มาริลินสั่งไข่ใส่ชีซกะมันฝรั่ง 
มีสั่งแพนเค้กเป็นจานกลาง และน้ำอัดลม
สำหรับมื้อนี้ให้ทายว่าเท่าไหร่
1. สิบเหรียญ หรือ สี่ร้อยบาท
2. ยี่สิบเหรียญ หรือ แปดร้อยบาท
3. สามสิบเหรียญ หรือ พันสองร้อยบาท   
4. สี่สิบเหรียญ หรือ พันหกร้อยบาท
ตอบคับ
เป็นคำตอบสุดท้ายรึป่าวคับ
ข้อสอง………….
เป็น………เป็น……..เป็นคำตอบที่ผิดนะคร้าบบบบบ
มื้อนี้สามสิบเหรียญ หรือเท่ากับก๋วยเตี๋ยวหกสิบชามที่บ้านเรา
ที่จริงค่าอาหารยี่สิบหกเหรียญ แต่ต้องให้ค่าทิปอีกสี่เหรียญ รวมเป็นสามสิบเหรียญ โอ้พระแม่เจ้าจอร์จ มันแพงมาก

คุณมาริลินเค้าใจดี เค้าเป็นคนเลี้ยงมื้อนี้คับ
เค้าบอกว่าเป็นการเลี้ยงต้อนรับ น่าประทับใจจิงๆคับ
อิ่มแล้วตังอยู่ครบก้อมุ่งหน้าตรงไปที่มหาลัยซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองนัก
IUPUI เป็นมหาลัยที่ผมจะมาเรียนคับ
ถ้ายังไม่รู้จักจะบอกให้ Indiana University-Purdue University Indianapolis
เป็นสองมหาลัยจับมือร่วมกันเป็นอีกมหาลัยนึง
เหตุผลอันดับสามที่คนเลือกจะเข้า IUPUI ก้อคือ มันสามารถอ่านย้อนจากข้างหลังมาข้างหน้าได้
ขนาดของมหาลัยกว้างขวางพอๆกับธรรมศาสตร์รังสิตทีเดียว
เอกลักษณ์ทางภูมิศาสตร์คือ ที่นี่มีที่จอดรถเยอะมากๆเลยคับ ช่างราบเรียบอะไรเช่นนี้
รถก้อน้อยอยู่แล้วทำทำไมเยอะแยะเนี้ย

เช็คอินเข้าบ้านพัก 
คนจัดการที่นี่เค้าพูดไทยได้คับ เคยไปเมืองไทยมาสองปี เค้าชื่อจิลคับ
คุณจิลแบบว่าพูดชัดและคล่องแคล้วมาก ทำเอาปออายเลย พูดอังกิดได้ไม่คล่อง
พาเข้าบ้านพัก เข็นกระเป๋าขึ้นภูเขา เอ๊ยไม่ช่าย เข็นขึ้นบันได
พูดคุยตกลงกะคุณมาริลินกะคุณจิลเป็นที่เรียบร้อย
ปล่อยให้พักผ่อนตามสบาย อีกเดี๋ยวจะพาไปซื้อของกินของใช้ที่จำเป็น
ห้างเป็นแบบโลตัส ขายทุกอย่าง กระถ่างต้นไม้ กุ้งมังกร เตารีด จักรยาน เครื่องสำอางยันหมอนข้าง
พึ่งมาใหม่ก้อไม่รู้จะซื้ออะไรน่ะคับ ช้อปปิ้งไม่เก่งมาช่วยช้อปหน่อยก้อดีนะ
พอจะจ่ายตังกลับรู้สึกหวั่นๆขึ้นมา
ใจดีสู้เสือเดินเข้าไปเข้าเค้าเต้อร์จ่ายตัง
 “Hi. How are you today?” พนักงานพูดทักทาย
ผมก้ออึ้งสิคับ มันมาไม้ไหนเนี้ย  ด้วยความอึ้งเลยไม่ได้ตอบอะไรไป เริ่มเครียดขึ้นมานิดๆ
พอเค้าบอกราคา ไอ้เราก้อไม่คุ้นเคยเหรียญไหนเป็นเหรียญไหน
เหรียญมีหลายแบบมาก ตัวเลขให้ดูก้อไม่มี เสียท่าๆๆๆ
นับผิดนับถูกยืนนับเหรียญเซ็นด์อยู่นาน แว้กอย่าพึ่งหงุดหงิดผมน๊าคุณพนักงาน
เค้าคงทนไม่ไหว หยิบนับตังให้จ่ายตังให้เลย
สุดท้ายได้ขนมปัง กะวิทยุมาเครื่องนึง
เอาไว้แก้เงียบกะแก้หิว

ที่จริงเรื่องที่พนักงานถามสารทุกข์สุขดิบลูกค้าเป็นเรื่องปกติมาก เป็นวัฒนธรรมของที่นี้
อย่างคนไม่รู้จักกัน เดินสวนกันหรือขึ้นลงรถเมลล์ ก้อจะทักทายกันเป็นเรื่องธรรมดา
เรื่องที่ถามว่าสบายดีมั้ยหรือเป็นยังไงบ้างก้อเป็นแค่คำทักทายเฉยๆ
เค้าไม่ได้ต้องการคำตอบจิงๆ ไม่ได้อยากรู้ว่าเราเป็นยังไงจิงๆนะจ๊ะ

ระหว่างทางขากลับได้ความรู้ความจริงที่น่าทึ่งมาอีกอย่างนึงคือ
อินเดียน่าโปลิสเป็นเมืองที่มีคนอ้วนเฉลี่ยมากที่สุดในโลก
ปอถามไป คุณจิลเค้าก้อบอกมา
เห็นว่าคุณจิล ตัวแกกลมบ๊อกหยั่งกะลูกบอล
ถ้ากลิ้งลงบันไดจากชั้นสองคงม้วนไม่กี่รอบก้อถึงชั้นหนึ่ง อิอิอิ

กลับบ้านพักจัดของ เผลอพล้อยหลับไป…

วันอังคาร ที่ 16 สิงหาคม 2004
ตื่นมาวันนี้ไม่ใช่ตอนเช้าฮะ เป็นตอนเที่ยงคืน ตีหนึ่ง ตีสอง
อาการเจ็ตแล็คทำพิษซะแล้ว ยังปรับตัวไม่ได้  ตื่นมาดึกๆ
เอาน่ะต้องหลับต่อ วันนี้มีประฐมนิเทศณ์ของนักศึกษาจากต่างชาติ
เริ่มตั้งแต่เช้า ต้องไปทำบัตรประจำตัวนักศึกษา กับคนข้างห้อง
ชื่อ Suresh มาจากมาเลเชีย แต่ไม่ต้องถามว่าหล่อมั้ยนะ (ไม่หล่อ)
เสร็จแล้วต้องไปคุยกะครูที่ปรึกษาเรื่องการเทียบโอนหน่วยกิจจากวิชาที่เมืองไทยมาเป็นวิชาที่นี่
ข่าวดีก้อคือดูเหมือนว่าจะโอนได้เกือบหมดทุกวิชา เว้นแต่ภาษาไทยภาษาอังกิด
แต่ยังลงทะเบียนเรียนไม่ได้ ต้องสอบวัดผลภาษาอังกิดก่อน พรุ่งนี้แว้ว ต้องหาเวลาอ่านหนังสือ
ข่าวร้ายก้อคือยังไม่ได้ข่าวเรื่องกระเป๋าของพี่ชายเลย
เลยต้องให้พี่ชายยืมเสื้อผ้าไปก่อน

ถึงช่วงกลางวันมีโอกาสได้ไปกินบุฟเฟ่อาหารจีน(ฝรั่งเรียกว่าบัฟเฟ่ Buffet)
รสชาติใช้ได้ กินไม่อั้นอีก ครั้งนี้ถือว่าคุ้มทีเดียวหัวล่ะห้าเหรียญห้าสิบ
คนมากินกันเพียบ เมนูยอดฮิตที่นี่คือบะหมี่ผัดคับ รสชาติก้องั้นๆสู้อาหารไทยก้อไม่ได้
ได้ที่กินเยี่ยมแบบนี้อุ่นใจขึ้นเยอะ จะได้มากินประจำ งัมงัม
เนื่องจากเรื่องกินเรื่องใหญ่คับ ร้านอาหารหายากมาก ไม่มีหมี่เกี๊ยวรถเข็นตามข้างถนนเหมือนบ้านเรา
อีกอย่างถ้ากินตามร้านก้อแพงหูฉี่ แทนที่จะอ้วนขึ้น ตัวเบาหวิวแทน
 ถามว่าทำไมไม่ซื้อของมาจากห้างร้านค้าล่ะ เป็นทางเลือกที่ดีเลยคับ
ถ้าทำอาหารเองจะได้ราคาถูกมาก  แต่ว่าการเดินทางไม่สะดวกคับ ไกลและปอก้อไม่มีรถด้วย
หน้าหนาวมีสิทธิ์อดตายได้นะนี้

ที่งานประฐมนิเทศณ์ เค้าก้อมาบอกเรามากมายหลายเรื่องจำได้ไม่หมด
มีมาพูดเรื่องภาษี เรื่องการทำประกัน เรื่องการทำงาน เรื่องการขอรหัสประจำตัว ฯลฯ
ที่สำคัญได้รู้ว่าที่นี่มีคนไทยไม่น้อยเลยทีเดียว
มีคนนึงชื่อตรอน เขาอยู่ห้องบ้านเดียวกับผมนั่นเองแต่คนละห้องกัน
เค้าเคยเรียนที่เพนซิลวาเนียมาแล้วปีนึง เป็นนักเรียนเอเอฟเอส เรียนนอกแล้วติดใจเลยมาเรียนอีก
พูดอังกิดคล่องมาก โฮๆๆๆ (อิจฉา)
 
จบวันด้วยการเลี้ยงข้าวที่งานแบบปิกนิกกลางสนามหญ้า ให้นักเรียนใหม่ได้สังสรรค์กัน
ของฟรีผมชอบบบ ^-^
อ๋าง่วงนอนอีกแล้ว กินแล้วนอนจะอ้วนมั้ยน๊า
ขอนอนเร็วๆอีกวันละกันนะ ไม่ไหว…
โดยไม่ได้ตระหนักเลยว่าพรุ่งนี้มี Placement Test หึหึหึ

วันพุธ ที่ 17 สิงหาคม 2004
ผมตื่นตอนตีสองอีกแล้วละฮะ
คงต้องใช้เวลาสักพัก ถือโอกาสอ่านภาษาอังกิดซักพัก
และแล้วถึงเวลาสอบภาษาอังกิดที่รอคอย
ถึงปุ้บให้สอบเขียนปั้บ เอ๊ยทำไมไม่เหฒือนสอบโทเฟิลเลยอะ
เรื่องที่ต้องเขียนคือ.ถ้าคุณประดิษฐ์เครื่องมือชนิดใหม่ได้อย่างนึงคุณจะประดิษฐ์อะไร เพราะอะไร”
ว้าวเรื่องนี้พอมีความคิดอยู่ในหัวบ้าง
แต่นแต้นแตนแต้น วันนี้เสนอตอน โดเรม่อนกะเครื่องเคลื่อนย้ายไขมัน
คนที่อ้วนอยู่จะได้ผอม คนที่ผอมอยู่จะได้อ้วน โลกนี้จะมีแต่คนหุ่นดี
เหอๆๆ
เสร็จแล้วสอบ แกรมม่า รีดดิ้ง ลิสเสนนิ่ง
เหะเหะ ง่ายกว่าที่คิดแฮะ ทำไปยิ้มไป

วันนี้มื้อกลางวันเดินไปกินแม็คโดนัลล์ ร้านอาหารชื่อดัง
มีเซ่อเล็กน้อย สั่งอาหารไม่ค่อยรู้เรื่อง สั่งเสร็จได้แก้วปล่าวมา
เอ๋อคับ ไม่รู้ทำไรต่อ..ง่ะ
อ๋อๆๆ เค้าให้ไปกดน้ำใส่น้ำแข็งเอง ไปเติมน้ำแล้วเค้าจะเรียกมาเอาอาหาร
 แม็คไม่เหมือนเมืองไทย ก้อตรงที่เค้าทำอาหารเสร็จเร็วมาก เติมน้ำเสร็จปุ้บแฮมเบอเก้อเรียบร้อยปั้บ
บางทีแค่ยืนหยิบเหรียญชุดอาหารพร้อมกลับก้อส่งถึงมือแล้ว
อีกอย่างเค้าจะไม่มีมาถามว่ากินนี้หรือเอากลับนะคับ มีแต่เอากลับอย่างเดียว (มีที่นั่งให้กิน)
ไม่มีถามว่า รับซาลาเปาเพิ่มมั้ย ด้วย

วันพุธ ที่ 18 สิงหาคม 2004
วันนี้มีประฐมนิเทศณ์ใหญ่ สำหรับเฟรชชี่ทุกคน
แต่ผมไม่ใช่เฟรชชี่ แง๊
คนเยอะแยะมากมาย มีการนำเสนอเป็นรูปแบบละครจากพวกรุ่นพี่
มีการถ่ายวีดีโอมาให้ดูซะด้วย
ตลกดีฮะ ขำๆ
ดูเสร็จแล้วก้อเป็นการจัดกลุ่มพาเดินเที่ยวชมมหาลัย
แต่ผมต้องปลีกตัวออกมาก่อน เพื่อไปคุยกะอาจานที่ปรึกษา เรื่องการลงทะเบียนเรียนก่อน
ก้อได้ทราบผลคะแนนที่ได้ทำการทดสอบไป
แกรมม่า 78 รีดดิ่ง 91 ลิสเสนนิ่ง 92 คะแนนสองอันหลังถือว่าใช้ได้ทีเดียว
แต่ว่าแกรมม่าดูเหมือนเยอะ อันที่จิงสำหรับเมืองนอกแล้วถือว่าน้อยมาก
เฉลี่ยที่นี่ต้องประมาณเก้าสิบอับ คือเกณฑ์การวัดไม่เหมือนเมืองไทย
จะเห็นได้ตลอดว่า มีคนสอบได้ร้อยเต็ม ร้อยห้าคะแนน อะไรประมาณนั้น
คนที่ได้เก้าสิบก้ออย่าพึ่งดีใจไปล่ะ
ที่หนักใจกลับเป็นไรด์ติ้งมากกว่า อาการหนักคับ ได้แค่สองจากหก
อาจานที่ปรึกษาก้อแนะนำมาให้ลงวิชาเรียนสิบสามหน่วยกิจ หรือหกวิชา 
1. Linear Circuit Analysis2
2. Electronic Devices& Des Lab
3. Advanced C Programming
4. Advanced C Programming Lab
และเนื่องจากสอบวัดผลมาไม่ดี เลยต้องลงภาษาอังกิดทั้งหมดสามตัว เทอมนี้ลงไปก่อนสอง
ซัดไปพันเหรียญได้
5. ESL for Academic Purposes 2
6. Fundamentals of English
อืมรู้สึกเรียนน้อยจังแฮะ ตารางดูโล่งๆ หรือว่าเรารู้สึกไปเองนะ

เสร็จแล้วก้อกลับไปปฐมนิเทศณ์ต่อ
มีกิจกรรมเล่นเกมตอบปัญหา พูดคุยเล่าเรื่องราวในมหาลัย
ได้แผ่นพับคู่มือมาเป็นถุงฮะ ข้อมูลท่วมท้นหลากหลายล้นหล่ามเหลือแหล่ น่าเวียนกริ้ว
ตอนนี้ยังมีที่ไม่ได้อ่านหมักแช่ไว้หลายเรื่อง ยังดีไม่มีหนังสือเน่า
จบวันด้วยการพานักศึกษาใหม่ ไปพบอาจานที่ปรึกษากัน

วันพฤหัส ที่ 19 สิงหาคม 2004
วันนี้มีงาน Life in the US Workshop เชิญนักศึกษามาฟัง ทำหนบทำเนียมประเพณีคนอเมริกา
พูดเรื่องการตอบคำถามในห้องเรียน สงสัยอะไรถามได้เลย
การแย้งหรือการขัดระหว่างที่อาจานพูดไม่ใช่เรื่องเสียมารยาท แต่เป็นเรื่องดี
พูดเรื่องความเป็นส่วนตัวของแต่ละบุคคล เวลาพูดคุยจะมีการรักษาระยะห่างเอาไว้ไม่ให้เข้าใกล้มาก
ถ้าเข้ามาใกล้เค้าจะถอยออก เข้ามาใกล้ออีกก้อถอยออก
บางทีคุยอยู่ด้านนึงของระเบียง ถอยไปถอยมา ถึงอีกสุดมุมนึงของระเบียงก้อได้
คนที่ไม่รู้จะพยามเดินเข้าใกล้และอาจคิดว่าคนที่คุยด้วยรังเกียจเอา
ที่จริงคือไม่ใช่นะคับเค้าพยายามรักษาระยะห่างของเค้าไว้
ตรงข้ามกะการทักทาย มีทั้งสวมกอด หรือจับมือ รวมถึงการทักทายคนแปลกหน้า ที่แสดงออกถึงความเป็นกันเอง
แต่ไฮไลท์ของงานไม่ใช่อะไรฮะ
มีมัฟฟิ้นขนมปังผลไม้ให้กินฟรี เอิ้กเอิ้กเอิ้ก

ตอนบ่ายมี Walking tour of downtown เป็นนำทัวร์จากมหาลัยไปตัวเมือง
เดินตลอดงานชื่องานก้อบอก
คุยกันไปเดินกันไป ถือเป็นชั่วโมงภาษาก้อว่าได้ เพราะสอนกันเรื่องภาษาต่างๆ
ภาษาจีน ภาษาสเปน ภาษาแม็กซิโก ภาษาไทย
สอนพูดไปประโยคนึง
สาหวัดดี๋ คูนน่าร้ากจังง์เหล้ย <===== ฝรั่งเค้าออกเสียงแบบนี้ ฮิฮิ
เดินไปเดินกลับประมาณหกเจ็ดกิโลได้  ยังเหนื่อยไม่พอไปตีปิงปองกันต่อ
อันนี้ดีหน่อยคับ เพราะว่าผมเก่งสุดเลย (อยู่เมืองไทยห่วยสุด)
ไม่เสียทีที่เคยโดดเรียนไปเล่นเยอะ แหะๆๆ

ตอนเย็นกินข้าวฝีมือน้องตรอน ข้าวอบผักกะไก่สับ อร่อยเลยคับ
ปิดท้ายด้วยการดูหนังเรื่อง Escape from Alcatraz
หลับสนิทไปอีกคืน..

วันศุกร์ ที่ 20 สิงหาคม 2004
วันนี้เป็นวันแรกที่ได้ตื่นสาย ไม่มีอาการเจ็ตแล็คแล้วสินะ
 ไปรายงานตัว ตรวจเช็คเอกสารวีซ่า เรียบร้อยดีหรือไม่
เอกสารเรียบร้อยดี
นัดวันไปทำรหัสประจำตัว Social Security Number ไว้ใช้สมัครทำงานกะเสียภาษี
จากนั้นแวะไปเปิดบัญชีที่ธนาคาร
ต้องรีบเปิดคับ แบบว่าไม่เคยถือเงินเยอะขนาดนี้มาก่อน
ถือเงินอยู่ห้าแสนกว่าบาทคับ จ้ากกก
พึ่งมาคำนวณเงินที่ถืออยู่ นี่เราถือเงินเป็นแสนมาเกือบอาทิดแล้วเหรอเนี้ย
เสี่ยวๆๆๆ ว่าแล้วก้อฝากเงินดีก่า
เฮ้อ โล่งไปตั้งเย้อ  ^-^

ถ้ายังจำกันได้วันนี้เป็นวันที่เขียนเรื่อง การเดินทางของฮิปโปจัง ให้ทุกคน
ใช้เวลาเขียนอยู่นานมากสามสี่ชั่วโมงยังไม่เสร็จ
เขียนแล้วไม่ชอบใจขยำกระดาษเป็นก้อนกลมโยนทิ้งถังขยะโดยไม่มอง
เอ่อ…. ผมเขียนบนโน๊ตบุ๊คคับ ขยำกระดาษไปเล่นๆงั้นแหละ
ขอบคุณสำหรับทุกเสียงตอบรับนะคับ ส่วนคนที่ไม่ตอบไม่ขอบคุณหรอก ฮึ่มๆ

ใช้เวลาเขียนอยู่ในห้องนานมาก แต่ดูเหมือนว่าจะยังไม่ได้เล่าสภาพที่อยู่เลยเนอะ
บ้านพักนาม I-House (International-House) บ้านสำหรับนักศึกษาต่างชาติ
ที่ตั้งห่างไกลจากชุมชนหลบอยู่ในมุมสุดของมหาลัย(ซึ่งไม่ดี)
ตัวบ้านเป็นตึกสูงสามชั้นสร้างด้วยอิฐแดง หน้าบ้านมีที่จอดรถ และที่ทิ้งขยะที่รถเก็บขยะจะมาทุกคืน
ประตูทางเข้ามีโทรสับ และช่องรูดบัตรสำหรับเปิดประตูอิเล็คทรอนิคป้องกันคนนอกเข้า
เข้าไปเป็นทางเดินเล็กๆมีบอร์ดประกาศข่าว และมีทางแยกออกไปยังห้องสี่ห้องในแต่ละชั้น
เมื่อเข้าไปในห้องแต่ละห้อง จะเห็นห้องนั่งเล่นกลางโปร่งๆ พื้นที่กว้างขวางสำหรับพักผ่อน
ห้องหับหรูหรา ปูพื้นพรมนุ่ม โซฟาสีน้ำตาลแดงสามตัวถูกวางล้อมวงอยู่กับโต๊ะไม้ตัวเตี้ย
หันไปด้านข้างเป็นชุดเครื่องครัวสีเงินที่มีทั้งเตาอบเครื่องล้างจานและตู้เย็น
ถัดจากห้องกลางก้อแบ่งออกเป็นสี่ห้องนอนสองห้องน้ำ
ก่อนทางเข้ามีเครื่องซักผ้าและเครื่องอบผ้าแห้งแอบอยู่ด้วย
ส่วนในห้องนอนของผมนั้น เป็นห้องโล่งๆ เนื่องจากพึ่งเข้ามาอยู่ใหม่นั่นเอง
ของพื้นฐานก้อตู้กระจกเงา โต๊ะคอม ชั้นเก็บของ และเตียงนุ่มๆ(ไม่มีผ้าห่ม) แง้ว
แต่ตอนนี้ไม่ต้องเป็นห่วงคับมีผ้าห่มกะโคมไฟเพิ่มบรรยากาศมาเติมเต็มแล้ว
อย่าลืมวิทยุคู่ใจพึ่งซื้อมากะโน๊ตบุ๊คของคุณพ่อที่เอามาจากประเทศไทยด้วยนะ

วันเสาร์ ที่ 21 สิงหาคม 2004
วันนี้สบายเป็นพิเศษ ไม่มีตารางอะไรที่ต้องทำ
นั่งรถบัสของมหาลัยไปกินคาเฟทีเรียที่โรงพยาบาล
ไม่น่าเชื่อว่าปีกไก่สองปีกกะปลาทอดหนึ่งแผ่นราคาห้าเหรียญทีเดียวนี่ขนาด อยู่ในมหาลัยนะเนี้ย
เรื่องน่ารู้วันนี้คือ ร้านอาหารส่วนใหญ่ที่นี่จะเป็นแบบบริการตัวเอง
หยิบช้อนส้อม เติมน้ำใส่น้ำแข็ง หยิบอาหาร เสร็จแล้วค่อยไปจ่ายตัง
คล้ายๆกับการกินในฟู้ดเซนเตอร์บ้านเรา มีตัวอย่างมาให้ดูแล้ว
อย่างตอนผมไปกินที่ร้านแม็คไง
ที่สำคัญคือกินเสร็จแล้วจะต้องเก็บจานไปทิ้งให้เรียบร้อยด้วย
เดี๋ยวฝรั่งเขาจะมองว่าหยาบคาย
ข้อดีของร้านอาหารประเภทนี้คือไม่ต้องจ่ายค่าทิปให้ใครนั่นเอง เพราะบริการตัวเองหมด
เอ้าให้ทิปตัวเองหน่อยเร้ววว

เริ่มเหงาแล้วละฮะ กินข้าวคนเดียว
มานี่แล้วเริ่มชอบสาวเอเชีย เพราะว่าคนอเมริกันอ้วนเหลือเกิน
แถมคนที่นี้ชอบแต่งหน้าแบบ Avril Lavigne อีก ขอบตาคล้ำเกินวัย
นอนไม่พอกันรึไง
คิดถึงเมืองไทย..

วันอาทิตย์ ที่ 22 สิงหาคม 2004
ครบอาทิดของการมาอยู่แล้วจนได้ เวลาผ่านไปรวดเร็วจริงๆ
มีนัดคับวันนี้ ไม่ได้นัดสาวที่ไหน
เขามีนัดไปตีเทนนิสกันของกลุ่มคนไทยที่อยู่ที่นี่คับ
คลายเรื่องคิดถึงเมืองไทยได้หน่อย
พี่ๆเค้าไปส่งที่สนามกีฬาประจำเมือง 
โอ้โหเหะ นี่มันถิ่นคนดำเลยนี่หว่า โย่แมนนนน
คนดำเยอะมาก แต่ก้อมีคนขาวเช่นกัน แหมก้อวันหยุดหนิ
มาออกกำลังกายปิ้งบาร์บีคิวปิกนิกกันใหญ่
มีทั้งสนามบาส สนามเทนนิส สนามเบสบอล สนามอเมิรกันฟุตบอลแต่ไม่มีสนามบอลนะ
อืมมีพี่ๆคนไทยมาตีเทนนิสกันเยอะเลย น่าจะถึงสิบคน
เล่นกันจนเหนื่อย ตอนเย็นเลยไปทำอาหารกันที่บ้านพี่ๆเค้า
กินกันอิ่มหน่ำสำราญ สปาเก็ตตี้ ซอสครีม มีทซอส ไก่ย่าง เนื้ออบ ขนมปังกระเทียม
อ้ะ อย่าน้ำลายไหลจิ เอื้อก
ต่อด้วยร้องคาราโอเกะจากคอมจนมืดค่ำ
ฮ่ามีความสุขไปอีกวัน
จะเปิดเทอมแล้วน้อ…

วันพุธ ที่ 25 สิงหาคม 2004
เปิดเทอมวันแรกคับ…

วันพฤหัส ที่ 9 กันยายน 2004
แสงอาทิตย์ส่อง ลอดช่องหน้าต่างมากระทบผ้าห่ม
ไอแดดอันอบอุ่นกับห้องที่เยือกเย็นและเงียบสงบ
บรรยากาศเช่นนี้ทำให้แทบไม่อยากจะลุกขึ้นจากเตียงเลย

อ้ะ!! แปดโมงครึ่ง!! สายแล้ว พรึ่บพรับ แต่งตัวใส่เสื้อ
ผมพร้อมจะไปเรียนต่อแล้วค้าบบบบบ
บ๊ายบาย

<< ตอนที่แล้ว || ตอนถัดไป >>

Categories: Hippo's Journal
  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: