Home > Hippo's Journal > Hippo in US – การเดินทางของฮิปโปจัง

Hippo in US – การเดินทางของฮิปโปจัง

สวัสดีคร้าาบ

ผมปอเองคับ
ผมได้มีโอกาสไปเรียนต่อที่ดินแดนแห่งมหาอำนาจของโลก หรืออเมริกานั่นเอง
วันนี้วันที่ 20 สิงหาคม 2004 แต่ถ้าอยู่ที่เมืองไทยก้อคงเป็นวันที่ 21 แล้ว
เวลาที่นี่ต่างกับเมืองไทยสิบสองชั่วโมงพอดี
ที่นี่เช้าเมืองไทยเย็น อืมม์…

วันนี้เป็นวันฝนตกปรอยๆ ท้องฟ้ามืดครึ้มตั้งแต่เช้า อากาศกำลังเย็นสบาย
หลังจากมาอยู่ได้หกวัน
นี่ก้อเป็นวันว่างแรกที่ได้มีเวลามาขีดเขียน
ปล่อยอารมณ์ เล่าสู่กันฟัง จับเข่าคุยกัน คนค้นคน คนคุ้ยข่าว   
เป็นอันว่ามาเปิดเผยกันวันนี้
แต่ถ้าไม่อยากอ่านก้อช่าง ไม่ง้อ
เชอะเชอะเชอะ
^-^

ก่อนอื่นเลย
ก่อนที่จะไปเมืองนอกต้องเตรียมตัวอะไรมากมายก่ายกอง เยอะกว่าที่คิดนะ จะบอกให้
อย่างแรก ต้องเลือกมหาลัยที่จะไปเรียนให้ดีๆ (ที่อเมริกามีห้าหกพันกว่ามหาลัยแน่ะ)
จากนั้นต้องทดสอบภาษาอังกิดให้ผ่าน ก้อคือ สอบ TOEFL หรือ IELST ให้ผ่านเกณฑ์
เสร็จแล้วไปขอวีซ่า เพราะว่าต้องใช้ใบตอบรับจากมหาลัยด้วย
ไหนจะมีซื้อตั๋วเครื่องบิน – เลือกสายการบิน เลือกเส้นทางการบิน
ซื้อเงินดอลล่าร์ – มีทั้งแบบ bank drafts, travelers cheques และ cash  อะไรก็ไม่รู้
ตัดแว่นใหม่ – สำหรับคนใส่แว่น และ ใส่คอนแท็ค ต้องเอาไปเผื่อด้วย เพราะแพงมากที่นู้น
ถอนฟันคุด – ต้องถอนก่อนไปด้วย อันนี้ก้อแพงมากถ้าไปทำที่นู้น ปวดฟันขึ้นมาบินไปกลับมาถอนยังถูกกว่า
ขอใบกำกับยาจากหมอ – เอายาสามัญประจำบ้านไป เวลาโดนตรวจอาจถูกหาว่าพกยาเสพติดเข้าประเทศก้อได้
ติดต่อเรื่องที่พักที่เมืองนอก – ไปแล้วอยู่ที่ไหน โอ้ยปวดหัวๆ
ฝึกทำอาหาร – ป๋มไม่ได้ฝึกง่ะ แง๊ กินมาม่าหัวล้านแย้ว
บัตรประชาชน ใบขับขี่ – ต่อให้เรียบร้อย ถ้าจะทำใบขับขี่อินเตอร์ ต้องมีใบขับขี่ก่อนอย่างน้อยหนึ่งปีนะคับ
จัดกระเป๋า – เตรียมข้าวของเครื่องใช้ จิปาถะ ของดำรงชีพ ร่มชูชีพ
เสื้อแขนยาว เสื้อกันหนาว กางเกงยีน ลองจอน ถุงเท้าหนา รองเท้าผ้าใบ รองเท้าแตะ และอื่นๆ
เต็มคับ เต็มกระเป๋า หนึ่งคนเอาไปได้สองกระเป๋าใหญ่ และหนึ่งกระเป๋าถือ
อย่าลืมกระเป๋าใหญ่บรรทุกได้สามสิบสองกิโลกรัมเท่านั้นนะคับ ส่วนกระเป๋าเล็กได้เจ็ดโล
ลายละเอียดปลีกย่อยอีกเพียบ….

ในที่สุดก้อหมดเทศกาลเตรียมตัว
วันก่อนไป
พลางทำให้คิดเปลี่ยวหัวใจขึ้นมา ที่จิงผมเปลี่ยวมาตั้งนานแล้วล่ะ
หัวใจมันหวิวๆ อยู่เงียบๆ เหนื่อยหน่าย ไม่อยากทำอะไร นอนอย่างเดียว
นอนไม่หลับแหละ
เราเป็นอะไรไปนะ เศร้าเหรอ บางทีอาจจะใช่
ก่อนนี้นึกว่าการไปเรียนต่อนอกมันน่าตื่นตาตื่นใจ ตอนนี้ไม่แล้ว
เศร้า เศร้าที่จะต้องจากสิ่งที่คุ้นเคย จะมีคนคิดถึงเรามั้ยนะ
กังวล กังวลว่าการกินอยู่จะเป็นยังไง อดตายแหง่ นอนป้ายรถเมล์
กลัว กลัวฝรั่ง จะมีเพื่อนมั้ย จะคุยรู้เรื่องรึป่าว ยิ่งเป็นคนเงียบๆอยู่แล้ว งี้ยิ่งเงียบเข้าไปใหญ่
เฮ้อ..
ทำใจ
เอาวะ ปอต้องเข้มแข็งหน่อยนะ อะไรจะเกิดมันก้อต้องเกิด

ออกเดินทาง วันเสาร์ที่ 14 สิงหาคม 2004 สายการบิน EVA เที่ยวบิน BR212 เวลา12.15
ขนกระเป๋าหนักสามสิบโลขึ้นรถ มุ่งหน้าสู่สนามบินดอนเมือง
แต่ไปเรียนต่ออเมริกาคราวนี้ไม่ได้ไปคนเดียวนะ
มีพี่ชายผมกะต้องตาไปด้วย เพื่อนคณะเดียวกันน่ะ
ต้องตาจะไปเรียนต่ออเมริกาเหมือนกัน ไปสายการบินเดียวกัน แต่ไม่ได้เรียนที่เดียวกัน
เป็นผู้หญิงไปเรียนคนเดียวซะด้วย
คุณพ่อคุณแม่ต้องตาเลยต้องไปส่งด้วย ถือโอกาสไปเที่ยวซะเลย
เอ้ะ เป็นฮันนีมูนรึป่าว อิอิ

ถึงดอนเมืองก้อนำกระเป๋าเข้าเครื่องเอ้กส์เรย์
เช็กอินที่เค้าเต้อร์สายการบิน ได้ที่นั่งติดหน้าต่าง
ช่วงนี้อารม เฉยๆมากๆ
แบบว่าปลงตกแล้ว ไม่คิดอะไรทั้งนั้น
หิวเล็กน้อยเพราะรีบออกจากบ้านมา
กินเบอร์เก้อคิงซะหน่อย
เอ้ะจะกินทำไมเนี้ย เดี๋ยวไปอเมกาก้อได้กินจนเซ็งแล้ว
สิบเอ็ดโมง ได้เวลาเข้าไปโซนข้างใน(ไม่รู้ว่าเรียกว่าอะไร)
ต้องซื้อซื้อค่าธรรมเนียมสนามบินห้าร้อยบาทก่อนเข้าประตูไป
ที่ประตูตรงนี้คนที่จะไปส่ง จะส่งได้แค่ตรงนี้ เข้าไปไม่ได้
หันซ้ายหันขวา มองไปทางไหน ก้อไม่มีคราาาาาย
สรุปคือ ไม่มีแม้แต่คนเดียวมาส่งปอเลย…
ยืนดูคนอื่นเค้าร่ำลากัน หึหึ
ไม่เป็นไร ดีแล้ว ทำใจแล้ว น้อยใจเล็กๆ

ขณะที่จะเข้าประตูไป เข้าไปสวมกอดคุณแม่ร่ำลา เหลือบไปเห็นคุณพ่อ
ปอพลันร้องไห้ขึ้นมาทันที เลือดลมมันพุ่งขึ้นหน้า หายใจไม่สะดวก
คุณพ่อเค้าตาแดงคับ (ไม่ได้เป็นโรคอะไรนะ) ปอเหลือบไปเห็นคราบตาที่แก้มคุณพ่อคับ
ไม่เคยเห็นคุณพ่อเค้าร้องไห้มาก่อนเลย
ว่าจะไม่ร้องไห้แล้วเชียว ไม่รู้ทำไม แค่เห็นคุณพ่อร้องไห้มันก้อรู้สึกอยากร้องไห้ขึ้นมาแล้ว
แต่ก้อกลั้นน้ำตาไว้ แอบหันหลังไปเช็ดน้ำตา ไม่ได้เดี๋ยวเสียฟอร์มหมด

ผ่านด่านตรวจไปน้ำตายังไหลอยู่เลย ไม่ไหว
ขอตัวไปเข้าห้องน้ำหน่อยนะ
ปอ…. อย่าร้องไห้ดิ
เตือนตัวเองอีกที เหอๆๆ
ผ่านด่านตรวจพาสปอร์ตไป ก้อเป็นร้านค้าขายของนำเข้าที่ไม่คิดภาษี
ช่วงนี้มีเวลาเหลืออยู่ เปิดโอกาสให้ซื้อของฝากของกินได้ แต่ไม่มีอารมซื้อเลย
ได้แต่นั่งเหมอมองออกไปนอกหน้าต่าง
นั่งดู เครื่องบินบินออก เครื่องบินร่อนลง เครื่องเทียบท่า รอขึ้นเครื่องบิน
และแล้วก้อได้เวลาขึ้นเครื่อง มีตรวจกระเป๋าสพาย พาสปอร์ต และตั๋วอีกรอบ
ข้อควรรู้ อย่าพกกรรไกร กรรไกรตัดเล็บ หรือของมีคมใดๆขึ้นเครื่องนะครับ
เขากลัวคนเอามีดโกนหนวดปล้นเครื่องบินน่ะ หุหุ

กึง ครืนครืนครืน ตรืออออ เสียงเครื่องยนต์เริ่มทำงาน
ดูคู่มือนิรภัย คาดเข็มขัด เตรียมพร้อมให้เรียบร้อย..9
ล้อวิ่ง..8..เคลื่อนเครื่องเข้าสู่ลานบิน..7..
มีตัวเลขบอกระยะทางอยู่ที่ด้านข้าง..6..
5..ความเร็วเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ..4..  
…3..2..1..
แล้วล้อก้อพ้นจากผิวสัมผัสของพื้นที่ขรุขระ
นี่น่ะหรือความรู้สึกของนกที่กำลังบิน เอนซ้าย แกว่งขวา ก่อนที่เครื่องจะเข้าสู่สภาพสมดุล
อืมม์ ภาพบ้านจากมุมสูง เป็นกล่องๆเรียงกัน
พลอยทำให้เห็นทัศณียภาพอันน่าอัศจรรย์ ไม่น่าเชื่อว่ามนุษย์จะสร้างบ้านเรือนจนมีอณาเขตขนาดนี้
กรุงเทพดูไปก้อไม่ได้เละเทะไม่เป็นระเบียบอะไรนัก สวยงามด้วยซ้ำ ความไม่ลงตัวที่ลงตัว
เครื่องบินไต่ระดับสูงขึ้นทีละน้อย หูเริ่มอื้อ เพราะความดันที่เปลี่ยนไปของความสูง
บ้านขนาดคนเข้าไปอยู่ได้ ก้อกลายเป็นจุดเล็กๆหลังคาสีแดงเหมือนมด
สุดท้ายทุกอย่างก้อกลายเป็นสีขาวโพลน ที่ท้องฟ้าเหนือเมฆนั่นเอง
……
ลาก่อนกรุงเทพ
ลาก่อนไทยแลนด์
ลาก่อนทุกคน
.
.
.
.
.
.
.
ยังไม่จบนะ ปอยังต้องเดินทางต่อไป พูดเหมือนจะจบเลยเรา
สภาพในเครื่อง ดูดีน่าอยู่
ห้องน้ำหรูหรา น่าเข้า ถึงมันจะแคบไปนิด
แต่ที่น่าตกใจคือ เดี๋ยวนี้มีทีวีจอแบนติดอยู่ที่ด้านหลังของที่นั่งทุกตัวด้วย
สุดยอดดดดด ไฮเทคจาาาาาาง
สงสัยปอจะตกยุค ฮิฮิ
ตัวโปรแกรมที่ใช้กะทีวีก้อดีมากๆ เรียกว่าเกือบทุกอย่างที่ต้องการ
มีคนบอกว่าให้เอาหนังสือไปอ่านด้วยเดินทางไกลเดี๋ยวจะเบื่อมาก
แต่โปรกรมตัวนี้มีทั้งหนัง ทั้งรายการเกมโชว์ วาไรตี้ เพลงสากล เกมให้เล่น หรือแม้แต่ช่องกีฬา
คือตัวรีโมทที่ใช้กดเป็นแบบคอนโทรลเลอร์ ใช้เล่นเกมได้ เกมก้อไม่ใช่มีเกมเดียวซะด้วย
หนังที่ให้ดูมีทั้งแบบเอเชี่ยน และหนังฮอลิวูด เป็นหนังค่อนข้างใหม่ อย่างเรื่องมีนเกิร์ล หรือเชร็คสอง
มีเอนเตอร์เทนเม้นครบครันไม่ต้องเอาหนังสือไปก้อได้

การเดินทางที่ยาวไกลยิ่งนัก ไกลกว่าพระถังซังจั๋งเดินไปชมพูทวีปซะอีก
เดินทางจากกรุงเทพต้องแวะพักที่ไทเปประเทศไต้หวันก่อน
แปลกใจเล็กน้อยที่แอร์เป็นคนไต้หวัน นึกว่าแอร์ไทยซะอีก
สั่งอาหารม่ายรู้เรื่องง่ะ  
สุดท้ายได้มัสหมันเนื้อมากิน เสิร์ฟพร้อมผลไม้ตามฤดูกาล ขนมปังทาเนย และเลมอนเยลลี่
ถึงไทเปประมาณ 17.00 ใช้เวลาเดินทางประมาณสามชั่วโมงกว่า
เครื่องจะออกบินต่อเวลา 18.40 แต่ต้องไปรอขึ้นเครื่องก่อนตอนหกโมงเย็น
เลยมีเวลาหนึ่งชั่วโมงให้ช้อบปิ้ง แต่ว่าขอนั่งพักเฉยๆดีกว่า
รู้สึกเหนื่อย ง่วง (ดันมัวแต่ไปดูหนัง เอิ้ก)
ประหยัดตังดีด้วย

อ้ะ!!! นั่นใครน่ะ ว้าวน่ารักจัง
สาวไต้หวันน่ารักอย่างงี้นี่เอง ฮุ้ๆๆ
ชื่นตาหายเหนื่อยไปชั่ววูป

ระหว่างนั้นก้อได้พูดคุยกะคนไทยด้วย
เธอก้อไปเรียนเหมือนกัน เธอเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน แต่ไม่ใช่เอเอฟเอสนะ อีเอฟเอสตังหาก
อายุน้อยกว่าผมอีก แถมเดินทางคนเดียว
เก่งจัง
แต่เธอลืมพาสปอร์ตไว้ที่ร้านขนม เกือบไป
เก่งแต่สะเพร่า อิอิ
ผมลืมถามชื่อน่ะ เลยอดเอาชื่อมาฝาก แหะๆ

จากไทเปเดินทางกันต่อไปที่ ลอสแอนเจลิส ประเทศอเมริกา
อ๋า แอร์เป็นคนไต้หวันอีกแย้ว แย่จัง
แต่แอร์สวยให้อภัย
ถึงที่นู้นประมาณบ่ายสองกว่าๆของวันที่สิบสี่ เหอๆๆๆ ออกจากไทเปหกโมงสี่สิบตอนเย็นของวันที่สิบสี่อะนะ
บินไปบินมา ทำไมยังอยู่วันเดิมอยู่เลย เริ่มงง
ช่างเป็นวันที่ยาวนานเหลือเกิน ปวดแขนปวดขา ปวดไหล ปวดไปหมด นอนเกือบตลอดเลย
ใช้เวลาเดินทางประมาณสิบสองชั่วโมงจากไทเปถึงลอสแอนเจลิส
ที่นี่เองที่ต้องผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง
หว่า ได้ยินว่าคนตรวจเข้มมาก เพราะพึ่งผ่านเหตุการณ์911 เครื่องบินพุ่งเข้าชนตึกเวิร์ลเทรด
ไอ้บินลาเดนเฮงซวยเอ้ย แต่ผมชอบ หมั่นไส้อเมริกาวางก้าม
ที่ด่านจะมียามคอยไล่คนให้ต่อแถวดีๆ เพราะว่าคนเข้าเมืองเยอะมากๆ
แถวก้อเคลื่อนช้า ตรวจเข้มๆ
ยืนรออยู่เกือบสองชั่วโมง ถึงจะไปเจอคุณคนตรวจคนเข้าเมือง
เอาละฟะ อย่ากัดผมน๊า ผมกัว
"คุณมานี่เพื่อจุดประสงค์อะไร" จ่าถาม (จิงๆเป็นภาษาอังกิด)
"มาเรียนคับ" ผมตอบ
แสกนลายนิ้วมือถ่ายรูป
จบ
อะไรง๊า ไหนว่าโหดไง ไรง๊าาาาาาา

เสร็จแล้วไปรับกระเป๋า ที่สายพาน
ขนกระเป๋าผ่านด่านตรวจเพื่อดูว่ามีอาหารมารึป่าว
แต่เค้าไม่ได้เช็ค สงสัยเบื่อแล้วขี้เกียจ
ผ่านฉลุย นำกระเป๋าไปต่อที่ baggage connection เพื่อส่งกระเป๋าไปที่อินเดียน่า จุดหมายปลายทาง
จุดนี้เขาจะตรวจกระเป๋าอีกทีแต่ไม่ได้ใช้เอ็กส์เรย์แล้ว ใช้วิธีสุ่มเปิดกระเป๋าเอา
ถ้ากระเป๋ามีล็อคให้ปลดล็อดเอาไว้ ไม่งั้นเค้าจะทำลายล็อคทิ้ง
มีการใช้ไม้ทุบอย่างแรงไปที่กระเป๋าด้วย ไม่ควรใส่โน๊ตบุ๊ตหรือกล้องดิจิตอลเอาไว้นะจ๊ะ
เรียบร้อย เครื่องออกเที่ยวต่อไปอีกตั้งแปดชั่วโมงแน่ะ ออกตอนเที่ยงคืน
ว่างเยอะ อย่างงี้ต้องซื้ออาหารกินซะหน่อย
มื้อแรกที่อเมริกาครับ เจ็ดเหรียญสำหรับซูชิหกคำ หนึ่งเหรียญห้าสิบเซ็นสำหรับโค้ก (8.50$=350บาท)
แพง จนต้องใช้เวลากินหลายชั่วโมง หุหุหุ
เดินเล่นในสนามบินอีกหน่อย สัมผัสอากาศคลื่นลมเย็น

ในที่สุดก้อเดินทางถึงที่หมาย เมืองอินเดียนน่าโปลิส รัฐอินเดียนน่า
จากลอสแอนเจลิสถึงอินเดียนน่า ใช้เวลาประมาณห้าชั่วโมง
ถึงเวลา 06.00 am 15 Sep 2004
รวมเวลาเดินทางจางกรุงเทพถึงอินเดียน่าโปลิส ทั้งสิ้น ยี่สิบเก้าชั่วโมง…

สำหรับตอนนี้ ปอสบายดี เรียบร้อยดีทุกอย่าง
ขาดก้อแต่ผ้าห่ม ตอนกลางคืนหนาวมาก ไม่ได้ขนไปผ้าห่มมันหนัก
การสื่อสารก้อยังไม่ได้เรื่องอยู่
หวังว่าคงจะปรับตัวได้
และนี่เป็นที่อยู่ของตอนนี้คับ
I-House room 210A, 340 Limestone St., Indianapolis, Indiana 46202.
ว่างๆก้อ ส่งจดหมาย ส่งของ  หรือแวะมาเยี่ยมเยียนกันก้อได้นะ
ถ้าส่งผ้าห่มมาให้ก้อดีนะ เย้วววววว
หรือจะโทรมาคุยกันก้อได้ (เล็งเวลาดีๆล่ะ)
Tel. (317) 583 82XX
เหงามากฮะ คุยกะใครไม่ค่อยได้ ไม่เข้าใจมุขตลกฝรั่งอะ
แง๊

ยังไงผมก้อเดินทางโดยสวัสดิภาพแล้วหนิเนอะ
คิดถึงทุกคนคับ
โชคดีๆ
บ๊ายบายยยยยยยยยยยยยยย ^-^

| | ตอนถัดไป >>

Categories: Hippo's Journal
  1. Oraphan Tatha
    December 31, 2012 at 20:16

    ตอนนี้ก็พูดภาษาอังกฤษคล่องแล้วซินะ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า พูดไม่เก่ง
    คิดว่าไม่ค่อยมีโอกาสได้พูดหรือเปล่าคะ🙂

  2. Ped
    August 2, 2009 at 22:31

    *-*

  3. Ped
    August 2, 2009 at 22:30

    *0*

  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: